วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

บทที่ 7 การคำนวณทางคณิตศาสตร์



หน่วยประมวลผลทางคณิตศาสตร์และตรรกะ (ALU)
ALU เป็นส่วนประกอบที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้พื้นฐานทางดิจิตอลลอจิก ทำหน้าที่ประมวลผลในคอมพิวเตอร์ทั้งทางด้านคณิตศาสตร์และตรรกะ โดยซีพียูจะมี ALU ประกอบอยู่ภายในซีพียู โดยซีพียูจะใช้งาน ALU ร่วมกับหน่วยควบคุม (Control Unit) รีจิสเตอร์ หน่วยความจำ และอุปกรณ์อินพุต/เอาต์พุต
ALU
การเปลี่ยนเป็นค่าตรงข้าม ใช้เข้าสู่ระบบและขนาด
+21 = 00010101
-21 = 10,010,101 สัญญาณและขนาด
ใช้ 2 สมบูรณ์
21 = 00,010,101 2 สมบูรณ์
= 11101010 กลับค่าแต่ละบิต
+ 1
-21 = 11101011
การบวกและการลบ   ใช้ 2 สมบูรณ์
- ใช้หลัก AB = a + (- ข)
- ไม่คิดตัวทด และค่าสูงสุดไม่เกินของจำนวนบิต
การบวกและการลบ  ใช้ส่วนประกอบ 1
- ถ้ามีตัวทดเกิดขึ้น จะนำไปบวกเข้ากับค่าผลลัพธ์ที่ได้
การคูณ  จำนวนเต็มไม่มีเครื่องหมาย
- ตั้งตัวคูณให้ตำแหน่งขวาสุดตรงกับตัวตั้ง
- ผลคูณย่อยที่เกิดขึ้นตำแหน่งขวาสุดให้ตรงตัวคูณ
- นำผลคูณย่อยมารวมกัน
- จำนวนเต็มมีเครื่องหมาย (บวก)
- จำนวนเต็มมีเครื่องหมาย (ลบ)
การหาร
-การบวกและลบเลขทศนิยม
- การตรวจสอบค่า 0
- การปรับเลขชี้กำลังให้เท่ากัน
- ทำการบวกหรือลบค่าของจำนวนนั้น (Mantissa)
- ปรับให้อยู่ในรูปแบบทั่วไป
การคูณเลขทศนิยม
- โฟลว์ชาร์ตแสดงการคูณเลขทศนิยม (Z <--X x Y)
การหารเลขทศนิยม
- โฟลว์ชาร์ตแสดงการคูณเลขทศนิยม (Z <--X / Y)
ด้าม Adder และเต็ม Adder
- ตารางค่าความจริงของการบวกเลข 2 บิต และวงจรสำหรับการบวกเลข 2 บิต
- ตารางค่าความจริงการบวกเลข 3 บิต (2 บิตและมีตัวทด) และสัญลักษณ์ Full Adder
- วงจร Full Adder ที่เกิดจาก Haft Adder 2 ตัว
ระลอก-Carry Adder
- Adder ระลอก-Carry (ขนาด 4 บิต)
- ตัวบวกขนาด 16 บิตที่เกิดจากการเรียงต่อกันของ Ripple-Carry Adder 4 ตัว

ระลอก-ยืมตัวลบ
- ตัวลบขนาด 16 บิตที่เกิดจากการเรียงต่อกันของ Ripple-Borrow Subtractor 4 ตัว
                
การคำนวณในระบบคอมพิวเตอร์
จะรับข้อมูลจากผู้ใช้ระบบผ่านทาง อุปกรณ์อินพุท เข้ามา ทำการประมวลผล (กระบวนการ) เช่น การบวก การลบ การคูณ การหาร เปรียบเทียบ เสร็จแล้วนำผลที่ได้ออกแสดงผล (เอาท์พุท)  ดังรูป



                ทั้งนี้ ถ้า การป้อนข้อมูล ททที่นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์เป็นภาษาระดับสูง  หรือภาษาคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ไม่สามารถเข้าใจได้ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องแปลงข้อมูลเหล่านั้นให้เป็นภาษาที่เครื่องคอมพิวเตอร์เข้าใจ  แล้วจึงนำไปประมวลผลตามคำสั่ง

                ในการคำนวณเลขทางคณิตศาสตร์ หรือในระบบคอมพิวเตอร์ จะทำการคำนวณได้เมื่อนิพจน์ต่างๆ ที่นำมาคำนวณต้องอยู่ในระบบฐานเดียวกันเสมอ ถ้าในกรณีนิพจน์ไม่อยู่ในฐานเดียวกันต้องแปลงให้นิพจน์นั้นๆอยู่ในเลขฐานเดียวกันก่อน

1. หลักการคำนวณในระบบคอมพิวเตอร์   

การคำนวณในระบบคอมพิวเตอร์ เครื่องคอมพิวเตอร์จะเรียงอันดับความสำคัญของเครื่องหมาย (ผู้ประกอบการ) ต่างๆ ก่อนว่าเครื่องหมายใดควรถูกกระทำก่อน หลัง ซึ่งสามารถเรียงอันดับเครื่องหมายที่มีความสำคัญจากมากไปหาเครื่องหมายที่มีความสำคัญน้อย ดังนี้
ลำดับความสำคัญ
เครื่องหมาย
การคำนวณ
หลักการให้ความสำคัญ
1.
2.

3.
^ หรือ  *   *
     *
     /
     +
     -
ยกกำลัง
คูณ
หาร
บวก
ลบ
มีความสำคัญมากที่สุด
เครื่องหมายใดมาก่อนถูกประมวลผลก่อน   เช่น 02/04 * 3 = (4/2) * 3 = 2 x 3 = 6
เครื่องหมายใดมาก่อนถูกประมวลผลก่อน   เช่น 8-2 + 3 = (8-2) + 3 = 6 + 3 = 9

ข้อสังเกต  หลักการคำนวณในระบบคอมพิวเตอร์
1. ถ้านิพจน์ใดมีวงเล็บให้สนใจทำการคำนวณเลขที่อยู่ในวงเล็บเป็นอันดับแรก

2. เครื่องหมาย ^ (ยกกำลัง)  จะถูกประมวลผลก่อนเครื่องหมายอื่นๆ  เสมอ  เพราะมีความสำคัญมากที่สุด  ยกเว้นเครื่องหมายวงเล็บ

3. เครื่องหมาย  *  กับ  /  มีระดับความสำคัญเท่ากัน  ดังนั้น  เครื่องหมายที่มาก่อน  (เครื่องหมายที่อยู่ทางซ้ายมือสุด)  จะถูกประมวลผลก่อน

4.  เครื่องมาย  +  กับ  -  มีระดับความสำคัญเท่ากัน  ดังนั้นระดับการประมวลผลจึงถูกประมวลผลเครื่องมือที่ทางด้านซ้ายสุดเป็นอันดับแรก
ตัวอย่าง 4.1  จงแสดงลำดับความสำคัญ  พร้อมหาคำตอบ

ตัวอย่าง 4.2    จาก  5 x 2 + (9-4) จงหาคำตอบ


2. การคำนวณเลขฐานสิบ     

ตัวดำเนินการ (ผู้ดำเนินการ) คือ ตัวดำเนินการที่ใช้ในการคำนวณค่าต่างๆ  ทางคณิตศาสตร์ และตัวดำเนินการตามหลักคณิตศาสตร์ในระบบคอมพิวเตอร์ โดยตัวดำเนินการชนิดนี้จะกระทำกับข้อมูลที่เป็นตัวเลข คือ จำนวนจริงหรือจำนวนเต็ม ผลลัพธ์ของการกระทำโดยตัวดำเนินการคณิตศาสตร์นี้จะเป็นข้อมูลชนิดตัวเลขเท่านั้น

ในการใช้ตัวดำเนินการคณิตศาสตร์ จะต้องกระทำกับค่า 2 ค่า ซึ่งจะอยู่สองข้างตัวดำเนินการเราเรียกค่า 2 ค่านี้ว่า ตัวโอเปอแรนด์ (ถูกดำเนินการ)

ตารางแสดงตัวอย่างตัวดำเนินการ (ผู้ประกอบการ) และตัวถูกดำเนินการ (ถูกดำเนินการ)
 นิพจน์ทางคณิตศาสตร์
ตัวดำเนินการ
ตัวถูกดำเนินการ
A + B
x B + C / 2
9 x 5-4
6-4 / 2 x 9 + 3 ^ 2
+
x / +
x -
^ / x - +
A, B
A, B, C
9  ,  5  ,  4
6  ,  4  ,  2  ,  9  ,  3


ตารางแสดงตัวอย่างตัวดำเนินการทางคณิตศาสตร์ที่นำไปใช้ในระบบคอมพิวเตอร์
 ตัวดำเนินการ
ความหมาย
ชนิดข้อมูลของโอเปอร์แรนด์
+
-
*
/
Div
พอควร
การบวก
การลบ
การคูณ
การหารจำนวนจริง
การหารจำนวนเต็ม
การหารจำนวนเต็มเอาเศษ
จำนวนเต็ม  ,  จำนวนจริง
จำนวนเต็ม  ,  จำนวนจริง
จำนวนเต็ม  ,  จำนวนจริง
จำนวนเต็ม  ,  จำนวนจริง
จำนวนเต็ม 
จำนวนเต็ม




ข้อสังเกต

·       ถ้าตัวแปรหรือค่าคงที่ทุกค่าในนิพจน์เป็นเลขจำนวนเต็มทุกจำนวนและในนิพจน์ไม่มีเครื่องหมายเลย ผลลัพธ์ของนิพจน์นั้นจะเป็นข้อมูลชนิดจำนวนเต็ม

·       ถ้านิพจน์นั้นเกิดมีเลขจำนวนจริงเพียงจำนวนเดียว หรือมีเครื่องหมาย  /  เพียงตัวเดียว  ผลลัพธ์ของนิพจน์นั้นจะเป็นตัวเลขจำนวนจริง เช่น 2 *  9  /  3  =  6.0  หรือ  5 + 4.0 = 9.0

ลำดับการทำงานของตัวดำเนินการ

                ในนิพจน์ทางคณิตศาสตร์ที่ใช้กันส่วนใหญ่จะมีเครื่องหมายหรือตัวดำเนินการหลายๆ ตัวในนิพจน์เดียวกัน เช่น A + B * ค จากนิพจน์นี้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำการประมวลผลโดยวิธีการคูณก่อนบวก ถ้าหากอยากให้ทำการบวกก่อนจะต้องใส่วงเล็บให้นิพจน์ (b +) * ค ดังนั้นเพื่อขจัดปัญหาความเข้าใจที่แตกต่างกัน จึงได้มีกฎการเรียงลำดับการทำงานของตัวดำเนินการต่างๆ ดังต่อไปนี้

1.  นิพจน์ย่อยที่อยู่ในวงเล็บทั้งหมดจะถูกทำการประมวลหรือทำการคำนวณก่อน

2.  ถ้ามีวงเล็บซ้อนกันอยู่ให้ทำวงเล็บในสุดก่อน แล้วค่อยทำวงเล็บถัดออกไปเรื่อยๆ จนถึงวงเล็บนอกสุด

3.  ตัวดำเนินการในนิพจน์เดียวกันจะถูกเรียงลำดับการทำงานโดยเรียงจากความสำคัญจากมากไปหาน้อยเครื่องหมายที่มีความสำคัญมากจะถูกคำนวณก่อนดังนี้

ก.      เครื่องหมาย  ^ (ยกกำลัง)  จะถูกดำเนินการก่อน
ข.      เครื่องหมาย  *  ,  /  ,  div, พอควร
ค.      เครื่องหมาย  +  ,  -  จะถูกทำทีหลัง

4.  ตัวดำเนินการที่มีลำดับความสำคัญเท่าเทียมกัน  จะให้ความสำคัญโดยเรียงลำดับการประมวลผลจากซ้ายไปขวา  นั่นก็หมายความว่า  เครื่องหมายตัวดำเนินการใดมาก่อนในนิพจน์เดียวกันก็จะถูกดำเนินการก่อน

ตารางแสดงลำดับการทำงานของตัวดำเนินการต่างๆ
ลำดับ
ตัวดำเนินการ
1
2
3
4
( )
^
* / พอควร, div
+  ,  -

4.1 การบวกเลขฐานสอง

        การบวกเลขฐานสอง ทำได้โดยเรียนแบบเลขฐานสิบ แต่ฐานสิบมีเลข 10 ตัว คือ 0 - 9 เมื่อบวกได้ 10 ต้องใส่ 0 แล้วทดไปข้างหน้า 1 หรือ 20 ก็ใส่ 0 แล้วทดไปข้างหน้า 2 ไปเรื่อยๆ เมื่อนำมาใช้กับเลขฐานสอง ซึ่งมีตัวเลขสองตัวคือ 0 กับ 1 นำมาบวกกันได้ 2 ให้ใส่ 0 แล้วทดไปข้างหน้า 1 เช่นกัน ดังตัวอย่าง ต่อไปนี้
ตัวอย่างที่ 1  จงบวก (7536) เข้ากับ (3527)
วิธีทำ
7   5   3   6  
+                                 
                                    3   5   2   7 
                                         1   1   0   6   3

ตัวที่ 1   (นับจากทางขวาสุด) 6+7 = 13 ใส่ 3 ทด 1
ตัวที่ 2   3+2 = 5 รวมกับตัวทดอีก 1 จึงเท่ากับ 6 เลขไม่ถึง 10 ก็ไม่ต้องเอา 10 ไปลบตามอย่างไร เราจึงใส่ 6 ลงไปและไม่มีตัวทด
ตัวที่ 3   5+5 =10  ผลลัพธ์ได้  = 10  ใส่ 0 ทด 1
ตัวที่ 4    7+3 =10 รวมตัวทดอีก 1 เป็น 11 ใส่ 1 ทด 1 ได้ผลลัพธ์ตามต้องการ

  วิธีการบวกเลขฐานสองมีหลักเกณฑ์ที่ช่วยในการบวกเลขฐานสอง 4 ข้อดังนี้คือ
   1.  0 + 0 = 0
   2.  0 + 1 = 1
   3.  1 + 0 = 1
   4.  1 + 1 = 0  ทด 1

   เช่น การบวกเลขฐานสอง 2 จำนวน คือ 110   และ 111   สามารถทำได้ดังนี้คือ
     110               คอลัมน์ที่ 1         0 + 1 = 1
     111               คอลัมน์ที่ 2         1 + 1 = 0 ทด 1
   1101               คอลัมน์ที่ 3         1 + 1 + ทด 1 = 10 + 1 = 11
http://4.bp.blogspot.com/-GPPTr0YGjxI/ViOU74FobAI/AAAAAAAAAMU/8mSFL7SE408/s1600/7.1.jpg



1.การบวกเริ่มจากพิจารณาจากหลักที่มีนัยสำคัญต่ำสุดนั่นคือหลักที่ 5
2. หลักที่ 5 เป็น 1+ 0 ได้ผลลัพธ์เป็น 1 ไม่มีการทด
3. หลักที่ 4 เป็น 1+ 1 ได้ผลลัพธ์เป็น 0 ทด 1
4. หลักที่ 3 เป็น 0 + 0 ได้ 0 แต่มีการทดจากหลักที่แล้ว เมื่อบวกกับตัวทด ได้ผลลัพธ์เป็น 1ไม่มีการทด
5. หลักที่ 2 เป็น 0 + 1 ได้ผลลัพธ์เป็น 1 ไม่มีการทด
6. หลักที่ 1 ได้ผลลัพธ์เป็น 1 เหมือนเดิม
7. ผลลัพธ์เป็น 111012

4.2 การลบเลขฐานสอง

หลักในการลบเลขฐานสองมีดังนี้
          1 - 1 = 0 
          1 - 0 = 1
          0 - 1 = 1 ยืมมาจากหลักที่สูงกว่ามา 1
          0 - 0 = 0
          *ในการยืมตัวเลขมา 1 จะทำให้ตัวเลขในหลักที่ถูกยืมลดลง 1 ถ้าตัวเลขที่ถูกยืมถัดไปมีค่าเท่ากับ 0 ให้ยืมหลักถัดไปที่มี 1 จะทำให้เลขที่ถูกยืมเป็น 0 และเลข 0 ที่ไม่สามารถยืมได้นั้นจะมีค่าเท่ากับ 1

ตัวอย่าง          1010 - 0101
วิธีทำ          0101   
                            -
                   1010
                   0101  
    ผลลัพธ์   0101

การลบเลขฐานสองก็เช่นเดียวกับการลบเลขฐานสิบ คือพิจารณาเอาเลขที่เป็นตัวตั้งลบด้วยตัวลบทีละหลัก หากตัวตั้งเป็น 1 ตัวลบเป็น 0 ผลลัพธ์ได้เป็น 1 แต่ถ้าตัวตั้งเป็น 0 และตัวลบเป็น 1 ต้องมีการดึงค่าในหลักที่อยู่ทางซ้ายมาได้ผลลัพธ์เป็น 1 และมีผลให้ค่าของหลักที่ถูกดึงมามีค่าเป็น 0 ดังตัวอย่างต่อไปนี้
ตัวอย่างที่ 1 แสดงการหาค่า 10011 - 1010

1. การลบเริ่มพิจารณาจากหลักที่มีนัยสำคัญต่ำสุดนั่นคือหลักที่ 5
2. หลักที่ 5 เป็น 1 - 0 ได้ผลลัพธ์เป็น 1
3. หลักที่ 4 เป็น 1 - 1 ได้ผลลัพธ์เป็น 0
4. หลักที่ 3 เป็น 0 - 0 ได้ 0
5. หลักที่ 2 เป็น 0 - 1 ต้องดึงค่าจากหลักที่อยู่ทางซ้าย คือ 10 มาช่วยเป็น 10 - 1 ได้ผลลัพธ์เป็น 1
6. หลักที่ 1 ถูกหลักที่อยู่ทางขวาดึงไป ทำให้เหลือค่าเป็น 0
7. ผลลัพธ์เป็น 10012

4.3 เลขฐานสองแบบไม่มีเครื่องหมาย

การเก็บข้อมูลในคอมพิวเตอร์ที่เป็นเลขจำนวนเต็มไม่มีเครื่องหมาย จะเก็บเลขฐานสอง ตามจำนวนบิตที่กำหนด เช่น
8 บิต = 256 ค่า (0-255) 
16 บิต = 65,536 (0-65,535)
32 บิต = 4,294,967,296 (0-4,294,967,295)

4.4 เลขฐานสองที่มีเครื่องหมาย

            ในเลขฐานสิบที่มีเครื่องหมายติดลบ จะเขียนเครื่องหมายลบไว้ข้างหน้าของขนาดตัวเลข เช่น -1 -2 -3 เป็นต้น  ถ้าจะเขียนเครื่องหมายบวกข้างหน้าขนาดตัวเลขก็ได้ เช่น +1 +2 + 3 หรืออาจไม่ต้องเขียนก็หมายถึงเลขจำนวนบวก ถ้าแปลงฐานสิบให้เป็นฐานสอง และมีเครื่องหมายติดลบด้วยก็ได้ -001 -010 -011 หรือถ้าเป็นจำนวนบวกก็ +001 +010 +011 แต่การนำข้อมูลเหล่านี้ไปประมวลผลในระบบดิจิตอลจะไม่สามารถประมวลผลได้ ระบบจะทำงานได้เฉพาะ ข้อมูลดิจิตอลที่เป็น 0 และ 1 เท่านั้น ดังนั้นเครื่องหมายบวกจึงถูกกำหนดค่าให้เป็นลอจิก 0 และเครื่องหมายลบ ถูกกำหนดให้เป็นค่าลอจิก 1 จึงทำให้ +001 +010 +011 ถูกเปลี่ยนรหัสเป็น 4 บิต ดังนี้ 0001 0010 0011 ส่วนจำนวนลบจะได้รหัส 4 บิตเช่นกัน คือ1001 1010 1011 ตัวเลขดังกล่าวประกอบด้วยบิตเครื่องหมาย

4.5 เลขคอมพลีเมนต์
เข้าสู่ระบบและขนาด: คล้ายเลขจำนวนเต็มทั่วไป แต่บิตซ้ายสุดเป็นบิตเครื่องหมาย 0 หมายถึง จำนวนเต็มบวกและ 1 เป็นจำนวนเต็มลบ
00110101 = +53
10110101 = -53

ส่วนประกอบที่ 1: เกิดจากนำเลขจำนวนเต็มฐานสองจำนวนนั้นลบออกจากค่าที่เป็น 1 ทุกบิต
เช่น 1 สมบูรณ์ ของ 10110101 คือ
11111111-10110101 = 01001010 หรือ สลับค่าทุกบิตเป็นค่าตรงข้าม
10110101 ---> 01001010

2 ส่วนประกอบ: เกิดจากบวก 1 เข้ากับบิตขวาสุดของ 1 สมบูรณ์ เช่น หาค่า 2 สมบูรณ์ ของ 10110100 คือ
ค่า 1 สมบูรณ์ ของ 10110100 = 01001011
ค่า 2 สมบูรณ์ ของ 10110100 = 01001011+1 = 01001100
ค่า กล่องค่า ของจำนวน + ขนาด 8 บิต
ค่า กล่องค่า ของจำนวน - ขนาด 8 บิต

โครงสร้างการแสดงค่า 2 สมบูรณ์ เลขจำนวนเต็มที่มีเครื่องหมาย การล้น และตัวทด :

ตัวอย่าง 1 : จงลบเลขฐานสอง 100102 - 10112 โดยใช้วิธี     ส่วนประกอบ 2
ส่วนประกอบ 1ของ 01011 = 10100
ส่วนประกอบ 2ของ 01011 = 10101
                                                         10010
                                                       +10101
 ไม่มีตัวทดที่เกินมา                        1 00111
   ดังนั้น 100102 - 10112 = 1112


  ตัวอย่าง 2 : จงลบเลขฐานสอง 10112 - 100102  โดยใช้วิธีส่วนประกอบ 2
ส่วนประกอบ 1ของ 10010 = 01101
ส่วนประกอบ 2ของ 10010 = 01110
                                                          01011
                                                      +  01110
     ไม่มีตัวทดที่เกินมา                       11001
1 เสริม 11001 = 00110
2 เสริม 11001 = 00111
      ดังนั้น 10112 - 100102 = -1112


4.6  การบวก-ลบที่ใช้ทูคอมพลีเมนต์

เนื่องจากการคำนวณเลขฐานสองไม่มีการลบจึงทำการส่วนเติมเต็ม แทนการลบ
ส่วนประกอบ 1  เป็นวิธีการกลับสถานะของตัวเลขฐานสองใหเป็นตรงกันข้าม เช่น 0 กลับเป็น 1 และ 1 กลับเป็น 0
ส่วนประกอบ 2  เป็นวิธีการที่ต่อเนื่องจากส่วนประกอบ 1

     โดยนำค่าที่ได้จากส่วนประกอบ 1 บวกด้วย 1


 1 ส่วนประกอบและส่วนประกอบ 2

  ตัวอย่าง : จงทำค่า 11001112 ให้อยู่ในรูปส่วนประกอบ 1

    เลขฐานสอง                         1100111
ส่วนประกอบ 1 0011000

 ตัวอย่าง : จงทำค่า 11100112 ให้อยู่ในรูปส่วนประกอบ 2

        เลขฐานสอง                          1110011
ส่วนประกอบ 1 0001100
                                                      +          1
ส่วนประกอบ 2 0001101 

7.6 การคูณ

ในระบบเลขฐานสอง เราสามารถกระทำได้ในลักษณะเช่นเดียวกับการคูณเลขฐานสิบ
ซึ่งก็คือ ทำการตั้งหลักของการคูณให้ตรงกัน โดยเริ่มจากบิท หรือหลักตัวเลขทางขวามือสุดก่อน
เมื่อได้ทำการคูณ ตัวตั้งด้วยตัวคูณทุกตำแหน่งแล้ว ก็ให้ทำการบวกโดยใช้กฎการบวกเลขฐานสองตามปกติทุกประการ  การคูณจึงมีหลักเกณฑ์ดังนี้

1 × 1 = 1
1 × 0 = 0
0 × 1 = 0
0 × 0 = 0

ตัวอย่าง (1101) 2x (101)2= (...... .. )2
         วิธีทำ1101 x
                     101
                   1101
                   0000 +
                  1101
           1 000001

       ตอบ (1000001) 2

4.7 การหาร

การหารในระบบเลขฐานสอง ก็จะทำเช่นเดียวกันกับการหารเลขฐานสิบ โดยใช้วิธีการหารแบบตั้งหารยาว
เกณฑ์การหารเลขฐานสองสามารถสรุปได้ดังต่อไปนี้

0 / 1 = 0
1 / 1 = 1

ตัวอย่าง  (100001) 2 / (1101) 2= (...... .. )2
วิธีทำ 1101)1000001(101
                        01101
                        001101
                           1101
                          0000

ตอบ (101) 2



อ้างอิง



กลับสู่หน้าหลัก : บทที   1   2   3   4   5   6   7   8   9



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น