หน่วยประมวลผลทางคณิตศาสตร์และตรรกะ (ALU)
ALU เป็นส่วนประกอบที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้พื้นฐานทางดิจิตอลลอจิก
ทำหน้าที่ประมวลผลในคอมพิวเตอร์ทั้งทางด้านคณิตศาสตร์และตรรกะ โดยซีพียูจะมี ALU ประกอบอยู่ภายในซีพียู
โดยซีพียูจะใช้งาน ALU ร่วมกับหน่วยควบคุม
(Control Unit) รีจิสเตอร์ หน่วยความจำ และอุปกรณ์อินพุต/เอาต์พุต
ALU
การเปลี่ยนเป็นค่าตรงข้าม ใช้เข้าสู่ระบบและขนาด
+21 = 00010101
-21 = 10,010,101 สัญญาณและขนาด
ใช้ 2 สมบูรณ์
21 = 00,010,101 2 สมบูรณ์
= 11101010 กลับค่าแต่ละบิต
+ 1
-21 = 11101011
การบวกและการลบ ใช้ 2 สมบูรณ์
- ใช้หลัก AB =
a + (- ข)
- ไม่คิดตัวทด
และค่าสูงสุดไม่เกินของจำนวนบิต
การบวกและการลบ
ใช้ส่วนประกอบ 1
- ถ้ามีตัวทดเกิดขึ้น
จะนำไปบวกเข้ากับค่าผลลัพธ์ที่ได้
การคูณ
จำนวนเต็มไม่มีเครื่องหมาย
- ตั้งตัวคูณให้ตำแหน่งขวาสุดตรงกับตัวตั้ง
- ผลคูณย่อยที่เกิดขึ้นตำแหน่งขวาสุดให้ตรงตัวคูณ
- นำผลคูณย่อยมารวมกัน
- จำนวนเต็มมีเครื่องหมาย
(บวก)
- จำนวนเต็มมีเครื่องหมาย
(ลบ)
การหาร
-การบวกและลบเลขทศนิยม
- การตรวจสอบค่า 0
- การปรับเลขชี้กำลังให้เท่ากัน
- ทำการบวกหรือลบค่าของจำนวนนั้น
(Mantissa)
- ปรับให้อยู่ในรูปแบบทั่วไป
การคูณเลขทศนิยม
- โฟลว์ชาร์ตแสดงการคูณเลขทศนิยม
(Z <--X x Y)
การหารเลขทศนิยม
- โฟลว์ชาร์ตแสดงการคูณเลขทศนิยม
(Z <--X / Y)
ด้าม Adder และเต็ม Adder
- ตารางค่าความจริงของการบวกเลข
2 บิต
และวงจรสำหรับการบวกเลข 2 บิต
- ตารางค่าความจริงการบวกเลข
3 บิต (2 บิตและมีตัวทด) และสัญลักษณ์ Full
Adder
- วงจร Full
Adder ที่เกิดจาก Haft
Adder 2 ตัว
ระลอก-Carry Adder
- Adder ระลอก-Carry (ขนาด 4 บิต)
- ตัวบวกขนาด 16 บิตที่เกิดจากการเรียงต่อกันของ Ripple-Carry
Adder 4 ตัว
ระลอก-ยืมตัวลบ
- ตัวลบขนาด 16 บิตที่เกิดจากการเรียงต่อกันของ Ripple-Borrow
Subtractor 4 ตัว
การคำนวณในระบบคอมพิวเตอร์
จะรับข้อมูลจากผู้ใช้ระบบผ่านทาง
อุปกรณ์อินพุท เข้ามา ทำการประมวลผล (กระบวนการ) เช่น การบวก การลบ การคูณ การหาร
เปรียบเทียบ เสร็จแล้วนำผลที่ได้ออกแสดงผล (เอาท์พุท) ดังรูป
ทั้งนี้ ถ้า
การป้อนข้อมูล ททที่นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์เป็นภาษาระดับสูง
หรือภาษาคอมพิวเตอร์
คอมพิวเตอร์ไม่สามารถเข้าใจได้
ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องแปลงข้อมูลเหล่านั้นให้เป็นภาษาที่เครื่องคอมพิวเตอร์เข้าใจ
แล้วจึงนำไปประมวลผลตามคำสั่ง
ในการคำนวณเลขทางคณิตศาสตร์
หรือในระบบคอมพิวเตอร์ จะทำการคำนวณได้เมื่อนิพจน์ต่างๆ ที่นำมาคำนวณต้องอยู่ในระบบฐานเดียวกันเสมอ
ถ้าในกรณีนิพจน์ไม่อยู่ในฐานเดียวกันต้องแปลงให้นิพจน์นั้นๆอยู่ในเลขฐานเดียวกันก่อน
1. หลักการคำนวณในระบบคอมพิวเตอร์
การคำนวณในระบบคอมพิวเตอร์
เครื่องคอมพิวเตอร์จะเรียงอันดับความสำคัญของเครื่องหมาย (ผู้ประกอบการ) ต่างๆ
ก่อนว่าเครื่องหมายใดควรถูกกระทำก่อน – หลัง
ซึ่งสามารถเรียงอันดับเครื่องหมายที่มีความสำคัญจากมากไปหาเครื่องหมายที่มีความสำคัญน้อย
ดังนี้
ลำดับความสำคัญ
|
เครื่องหมาย
|
การคำนวณ
|
หลักการให้ความสำคัญ
|
1.
2.
3.
|
^ หรือ
* *
*
/
+
-
|
ยกกำลัง
คูณ
หาร
บวก
ลบ
|
มีความสำคัญมากที่สุด
เครื่องหมายใดมาก่อนถูกประมวลผลก่อน
เช่น 02/04 *
3 = (4/2) * 3 = 2 x 3 = 6
เครื่องหมายใดมาก่อนถูกประมวลผลก่อน
เช่น 8-2 + 3
= (8-2) + 3 = 6 + 3 = 9
|
ข้อสังเกต หลักการคำนวณในระบบคอมพิวเตอร์
1. ถ้านิพจน์ใดมีวงเล็บให้สนใจทำการคำนวณเลขที่อยู่ในวงเล็บเป็นอันดับแรก
2. เครื่องหมาย ^ (ยกกำลัง)
จะถูกประมวลผลก่อนเครื่องหมายอื่นๆ
เสมอ เพราะมีความสำคัญมากที่สุด ยกเว้นเครื่องหมายวงเล็บ
3. เครื่องหมาย * กับ / มีระดับความสำคัญเท่ากัน ดังนั้น
เครื่องหมายที่มาก่อน
(เครื่องหมายที่อยู่ทางซ้ายมือสุด)
จะถูกประมวลผลก่อน
4. เครื่องมาย
+ กับ
- มีระดับความสำคัญเท่ากัน
ดังนั้นระดับการประมวลผลจึงถูกประมวลผลเครื่องมือที่ทางด้านซ้ายสุดเป็นอันดับแรก
ตัวอย่าง 4.1
จงแสดงลำดับความสำคัญ
พร้อมหาคำตอบ
ตัวอย่าง 4.2
จาก
5 x 2 + (9-4) จงหาคำตอบ
2. การคำนวณเลขฐานสิบ
ตัวดำเนินการ (ผู้ดำเนินการ) คือ
ตัวดำเนินการที่ใช้ในการคำนวณค่าต่างๆ ทางคณิตศาสตร์
และตัวดำเนินการตามหลักคณิตศาสตร์ในระบบคอมพิวเตอร์
โดยตัวดำเนินการชนิดนี้จะกระทำกับข้อมูลที่เป็นตัวเลข คือ จำนวนจริงหรือจำนวนเต็ม
ผลลัพธ์ของการกระทำโดยตัวดำเนินการคณิตศาสตร์นี้จะเป็นข้อมูลชนิดตัวเลขเท่านั้น
ในการใช้ตัวดำเนินการคณิตศาสตร์
จะต้องกระทำกับค่า 2 ค่า
ซึ่งจะอยู่สองข้างตัวดำเนินการเราเรียกค่า 2 ค่านี้ว่า ตัวโอเปอแรนด์
(ถูกดำเนินการ)
ตารางแสดงตัวอย่างตัวดำเนินการ (ผู้ประกอบการ) และตัวถูกดำเนินการ
(ถูกดำเนินการ)
นิพจน์ทางคณิตศาสตร์
|
ตัวดำเนินการ
|
ตัวถูกดำเนินการ
|
A + B
x B + C / 2
9 x
5-4
6-4 / 2 x 9 + 3 ^ 2
|
+
x / +
x -
^ / x - +
|
A, B
A, B, C
9
, 5
, 4
6
, 4
, 2
, 9
, 3
|
ตารางแสดงตัวอย่างตัวดำเนินการทางคณิตศาสตร์ที่นำไปใช้ในระบบคอมพิวเตอร์
ตัวดำเนินการ
|
ความหมาย
|
ชนิดข้อมูลของโอเปอร์แรนด์
|
+
-
*
/
Div
พอควร
|
การบวก
การลบ
การคูณ
การหารจำนวนจริง
การหารจำนวนเต็ม
การหารจำนวนเต็มเอาเศษ
|
จำนวนเต็ม
, จำนวนจริง
จำนวนเต็ม
, จำนวนจริง
จำนวนเต็ม
, จำนวนจริง
จำนวนเต็ม
, จำนวนจริง
จำนวนเต็ม
จำนวนเต็ม
|
ข้อสังเกต
·
ถ้าตัวแปรหรือค่าคงที่ทุกค่าในนิพจน์เป็นเลขจำนวนเต็มทุกจำนวนและในนิพจน์ไม่มีเครื่องหมายเลย
ผลลัพธ์ของนิพจน์นั้นจะเป็นข้อมูลชนิดจำนวนเต็ม
·
ถ้านิพจน์นั้นเกิดมีเลขจำนวนจริงเพียงจำนวนเดียว
หรือมีเครื่องหมาย / เพียงตัวเดียว ผลลัพธ์ของนิพจน์นั้นจะเป็นตัวเลขจำนวนจริง เช่น 2
* 9 / 3 = 6.0 หรือ 5 + 4.0
= 9.0
ลำดับการทำงานของตัวดำเนินการ
ในนิพจน์ทางคณิตศาสตร์ที่ใช้กันส่วนใหญ่จะมีเครื่องหมายหรือตัวดำเนินการหลายๆ
ตัวในนิพจน์เดียวกัน เช่น A + B * ค จากนิพจน์นี้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำการประมวลผลโดยวิธีการคูณก่อนบวก
ถ้าหากอยากให้ทำการบวกก่อนจะต้องใส่วงเล็บให้นิพจน์ (b +)
* ค
ดังนั้นเพื่อขจัดปัญหาความเข้าใจที่แตกต่างกัน
จึงได้มีกฎการเรียงลำดับการทำงานของตัวดำเนินการต่างๆ ดังต่อไปนี้
1. นิพจน์ย่อยที่อยู่ในวงเล็บทั้งหมดจะถูกทำการประมวลหรือทำการคำนวณก่อน
2. ถ้ามีวงเล็บซ้อนกันอยู่ให้ทำวงเล็บในสุดก่อน
แล้วค่อยทำวงเล็บถัดออกไปเรื่อยๆ จนถึงวงเล็บนอกสุด
3. ตัวดำเนินการในนิพจน์เดียวกันจะถูกเรียงลำดับการทำงานโดยเรียงจากความสำคัญจากมากไปหาน้อยเครื่องหมายที่มีความสำคัญมากจะถูกคำนวณก่อนดังนี้
ก.
เครื่องหมาย
^ (ยกกำลัง)
จะถูกดำเนินการก่อน
ข.
เครื่องหมาย
* , / , div, พอควร
ค.
เครื่องหมาย
+ , - จะถูกทำทีหลัง
4. ตัวดำเนินการที่มีลำดับความสำคัญเท่าเทียมกัน
จะให้ความสำคัญโดยเรียงลำดับการประมวลผลจากซ้ายไปขวา
นั่นก็หมายความว่า
เครื่องหมายตัวดำเนินการใดมาก่อนในนิพจน์เดียวกันก็จะถูกดำเนินการก่อน
ตารางแสดงลำดับการทำงานของตัวดำเนินการต่างๆ
ลำดับ
|
ตัวดำเนินการ
|
1
2
3
4
|
(
)
^
*
/ พอควร,
div
+
, -
|
4.1 การบวกเลขฐานสอง
การบวกเลขฐานสอง
ทำได้โดยเรียนแบบเลขฐานสิบ แต่ฐานสิบมีเลข 10 ตัว คือ 0 - 9 เมื่อบวกได้ 10 ต้องใส่
0 แล้วทดไปข้างหน้า 1 หรือ 20 ก็ใส่ 0 แล้วทดไปข้างหน้า 2 ไปเรื่อยๆ
เมื่อนำมาใช้กับเลขฐานสอง ซึ่งมีตัวเลขสองตัวคือ 0 กับ 1 นำมาบวกกันได้ 2 ให้ใส่ 0
แล้วทดไปข้างหน้า 1 เช่นกัน ดังตัวอย่าง ต่อไปนี้
ตัวอย่างที่ 1 จงบวก (7536) เข้ากับ (3527)
วิธีทำ
7
5
3
6
+
3
5
2
7
1 1 0 6 3
ตัวที่ 1
(นับจากทางขวาสุด)
6+7 = 13 ใส่ 3 ทด 1
ตัวที่ 2
3+2 = 5
รวมกับตัวทดอีก 1 จึงเท่ากับ 6 เลขไม่ถึง 10 ก็ไม่ต้องเอา 10 ไปลบตามอย่างไร
เราจึงใส่ 6 ลงไปและไม่มีตัวทด
ตัวที่ 3
5+5 =10
ผลลัพธ์ได้
= 10
ใส่ 0 ทด 1
ตัวที่ 4
7+3 =10
รวมตัวทดอีก 1 เป็น 11 ใส่ 1 ทด 1 ได้ผลลัพธ์ตามต้องการ
วิธีการบวกเลขฐานสองมีหลักเกณฑ์ที่ช่วยในการบวกเลขฐานสอง 4
ข้อดังนี้คือ
1. 0 + 0 = 0
2. 0 + 1 = 1
3. 1 + 0 = 1
4. 1 + 1 = 0 ทด 1
เช่น การบวกเลขฐานสอง 2 จำนวน คือ 110 และ 111
สามารถทำได้ดังนี้คือ
110
คอลัมน์ที่ 1
0 + 1 = 1
111
คอลัมน์ที่ 2
1 + 1 = 0 ทด 1
1101
คอลัมน์ที่ 3
1 + 1 + ทด 1 =
10 + 1 = 11
http://4.bp.blogspot.com/-GPPTr0YGjxI/ViOU74FobAI/AAAAAAAAAMU/8mSFL7SE408/s1600/7.1.jpg
1.การบวกเริ่มจากพิจารณาจากหลักที่มีนัยสำคัญต่ำสุดนั่นคือหลักที่
5
2. หลักที่ 5
เป็น 1+ 0 ได้ผลลัพธ์เป็น 1 ไม่มีการทด
3. หลักที่ 4
เป็น 1+ 1 ได้ผลลัพธ์เป็น 0 ทด 1
4. หลักที่ 3
เป็น 0 + 0 ได้ 0 แต่มีการทดจากหลักที่แล้ว เมื่อบวกกับตัวทด ได้ผลลัพธ์เป็น
1ไม่มีการทด
5. หลักที่ 2
เป็น 0 + 1 ได้ผลลัพธ์เป็น 1 ไม่มีการทด
6. หลักที่ 1
ได้ผลลัพธ์เป็น 1 เหมือนเดิม
7. ผลลัพธ์เป็น 111012
4.2 การลบเลขฐานสอง
หลักในการลบเลขฐานสองมีดังนี้
1 - 1 = 0
1 - 0 = 1
0 - 1 = 1 ยืมมาจากหลักที่สูงกว่ามา 1
0 - 0 = 0
*ในการยืมตัวเลขมา 1
จะทำให้ตัวเลขในหลักที่ถูกยืมลดลง 1 ถ้าตัวเลขที่ถูกยืมถัดไปมีค่าเท่ากับ 0
ให้ยืมหลักถัดไปที่มี 1 จะทำให้เลขที่ถูกยืมเป็น 0 และเลข 0
ที่ไม่สามารถยืมได้นั้นจะมีค่าเท่ากับ 1
ตัวอย่าง
1010 - 0101
วิธีทำ
0101
-
1010
0101
ผลลัพธ์ 0101
การลบเลขฐานสองก็เช่นเดียวกับการลบเลขฐานสิบ
คือพิจารณาเอาเลขที่เป็นตัวตั้งลบด้วยตัวลบทีละหลัก หากตัวตั้งเป็น 1 ตัวลบเป็น 0
ผลลัพธ์ได้เป็น 1 แต่ถ้าตัวตั้งเป็น 0 และตัวลบเป็น 1
ต้องมีการดึงค่าในหลักที่อยู่ทางซ้ายมาได้ผลลัพธ์เป็น 1
และมีผลให้ค่าของหลักที่ถูกดึงมามีค่าเป็น 0 ดังตัวอย่างต่อไปนี้
ตัวอย่างที่ 1
แสดงการหาค่า 10011 - 1010
1.
การลบเริ่มพิจารณาจากหลักที่มีนัยสำคัญต่ำสุดนั่นคือหลักที่ 5
2. หลักที่ 5
เป็น 1 - 0 ได้ผลลัพธ์เป็น 1
3. หลักที่ 4
เป็น 1 - 1 ได้ผลลัพธ์เป็น 0
4. หลักที่ 3
เป็น 0 - 0 ได้ 0
5. หลักที่ 2
เป็น 0 - 1 ต้องดึงค่าจากหลักที่อยู่ทางซ้าย คือ 10 มาช่วยเป็น 10 - 1 ได้ผลลัพธ์เป็น 1
6. หลักที่ 1
ถูกหลักที่อยู่ทางขวาดึงไป ทำให้เหลือค่าเป็น 0
7. ผลลัพธ์เป็น 10012
4.3 เลขฐานสองแบบไม่มีเครื่องหมาย
การเก็บข้อมูลในคอมพิวเตอร์ที่เป็นเลขจำนวนเต็มไม่มีเครื่องหมาย
จะเก็บเลขฐานสอง ตามจำนวนบิตที่กำหนด เช่น
8 บิต = 256
ค่า (0-255)
16 บิต =
65,536 (0-65,535)
32 บิต =
4,294,967,296 (0-4,294,967,295)
4.4 เลขฐานสองที่มีเครื่องหมาย
ในเลขฐานสิบที่มีเครื่องหมายติดลบ
จะเขียนเครื่องหมายลบไว้ข้างหน้าของขนาดตัวเลข เช่น -1 -2 -3 เป็นต้น
ถ้าจะเขียนเครื่องหมายบวกข้างหน้าขนาดตัวเลขก็ได้
เช่น +1 +2 + 3 หรืออาจไม่ต้องเขียนก็หมายถึงเลขจำนวนบวก
ถ้าแปลงฐานสิบให้เป็นฐานสอง และมีเครื่องหมายติดลบด้วยก็ได้ -001 -010 -011
หรือถ้าเป็นจำนวนบวกก็ +001 +010 +011
แต่การนำข้อมูลเหล่านี้ไปประมวลผลในระบบดิจิตอลจะไม่สามารถประมวลผลได้
ระบบจะทำงานได้เฉพาะ ข้อมูลดิจิตอลที่เป็น 0 และ 1 เท่านั้น ดังนั้นเครื่องหมายบวกจึงถูกกำหนดค่าให้เป็นลอจิก
0 และเครื่องหมายลบ ถูกกำหนดให้เป็นค่าลอจิก 1 จึงทำให้ +001 +010 +011
ถูกเปลี่ยนรหัสเป็น 4 บิต ดังนี้ 0001 0010 0011 ส่วนจำนวนลบจะได้รหัส 4
บิตเช่นกัน คือ1001 1010 1011 ตัวเลขดังกล่าวประกอบด้วยบิตเครื่องหมาย
4.5 เลขคอมพลีเมนต์
เข้าสู่ระบบและขนาด:
คล้ายเลขจำนวนเต็มทั่วไป แต่บิตซ้ายสุดเป็นบิตเครื่องหมาย 0 หมายถึง
จำนวนเต็มบวกและ 1 เป็นจำนวนเต็มลบ
00110101 = +53
10110101 = -53
ส่วนประกอบที่
1: เกิดจากนำเลขจำนวนเต็มฐานสองจำนวนนั้นลบออกจากค่าที่เป็น 1 ทุกบิต
เช่น 1 สมบูรณ์
ของ 10110101 คือ
11111111-10110101
= 01001010 หรือ สลับค่าทุกบิตเป็นค่าตรงข้าม
10110101 --->
01001010
2 ส่วนประกอบ:
เกิดจากบวก 1 เข้ากับบิตขวาสุดของ 1 สมบูรณ์ เช่น หาค่า 2 สมบูรณ์ ของ 10110100
คือ
ค่า 1 สมบูรณ์
ของ 10110100 = 01001011
ค่า 2 สมบูรณ์
ของ 10110100 = 01001011+1 = 01001100
ค่า กล่องค่า
ของจำนวน + ขนาด 8 บิต
ค่า กล่องค่า
ของจำนวน - ขนาด 8 บิต
โครงสร้างการแสดงค่า
2 สมบูรณ์ เลขจำนวนเต็มที่มีเครื่องหมาย การล้น และตัวทด :
ตัวอย่าง 1 : จงลบเลขฐานสอง 100102 -
10112 โดยใช้วิธี ส่วนประกอบ
2
ส่วนประกอบ
1ของ 01011 = 10100
ส่วนประกอบ
2ของ 01011 = 10101
10010
+10101
ไม่มีตัวทดที่เกินมา
1 00111
ดังนั้น 100102 - 10112 = 1112
ตัวอย่าง 2 : จงลบเลขฐานสอง 10112 - 100102 โดยใช้วิธีส่วนประกอบ 2
ส่วนประกอบ
1ของ 10010 = 01101
ส่วนประกอบ
2ของ 10010 = 01110
01011
+ 01110
ไม่มีตัวทดที่เกินมา
11001
1 เสริม 11001
= 00110
2 เสริม 11001
= 00111
ดังนั้น 10112 - 100102 = -1112
4.6 การบวก-ลบที่ใช้ทูคอมพลีเมนต์
เนื่องจากการคำนวณเลขฐานสองไม่มีการลบจึงทำการส่วนเติมเต็ม
แทนการลบ
ส่วนประกอบ 1 เป็นวิธีการกลับสถานะของตัวเลขฐานสองใหเป็นตรงกันข้าม เช่น 0 กลับเป็น 1 และ 1 กลับเป็น 0
ส่วนประกอบ 2 เป็นวิธีการที่ต่อเนื่องจากส่วนประกอบ 1
โดยนำค่าที่ได้จากส่วนประกอบ 1
บวกด้วย 1
1 ส่วนประกอบและส่วนประกอบ 2
ตัวอย่าง : จงทำค่า 11001112 ให้อยู่ในรูปส่วนประกอบ 1
เลขฐานสอง 1100111
ส่วนประกอบ 1
0011000
ตัวอย่าง : จงทำค่า 11100112 ให้อยู่ในรูปส่วนประกอบ 2
เลขฐานสอง 1110011
ส่วนประกอบ 1
0001100
+ 1
ส่วนประกอบ 2
0001101
7.6 การคูณ
ในระบบเลขฐานสอง
เราสามารถกระทำได้ในลักษณะเช่นเดียวกับการคูณเลขฐานสิบ
ซึ่งก็คือ
ทำการตั้งหลักของการคูณให้ตรงกัน โดยเริ่มจากบิท หรือหลักตัวเลขทางขวามือสุดก่อน
เมื่อได้ทำการคูณ
ตัวตั้งด้วยตัวคูณทุกตำแหน่งแล้ว
ก็ให้ทำการบวกโดยใช้กฎการบวกเลขฐานสองตามปกติทุกประการ
การคูณจึงมีหลักเกณฑ์ดังนี้
1 × 1 = 1
1 × 0 = 0
0 × 1 = 0
0 × 0 = 0
ตัวอย่าง (1101) 2x (101)2= (...... .. )2
วิธีทำ1101 x
101
1101
0000 +
1101
1 000001
ตอบ (1000001) 2
4.7 การหาร
การหารในระบบเลขฐานสอง
ก็จะทำเช่นเดียวกันกับการหารเลขฐานสิบ โดยใช้วิธีการหารแบบตั้งหารยาว
เกณฑ์การหารเลขฐานสองสามารถสรุปได้ดังต่อไปนี้
0 / 1 = 0
1 / 1 = 1
ตัวอย่าง
(100001) 2 / (1101) 2= (...... .. )2
วิธีทำ 1101)1000001(101
01101
001101
1101
0000
ตอบ (101) 2
อ้างอิง





ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น